Blockchain กรณีศึกษาจากประเทศเอสโตเนีย


เมื่อวันจันทร์ที่ 20 มี.ค. 60 ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมฟังสัมมนา Blockchain กรณีศึกษาจากประเทศเอสโตเนีย ซึ่ง กสทช. เป็นผู้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเอสโตเนีย มาเป็นวิทยากร ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายต้องการจะเป็นรัฐบาลดิจิทัล ในงานนี้วิทยากรประกอบด้วย Ms. Anna Piperal ผู้อำนวยการโชว์รูม E-Estonia ที่ Enterprise Estonia Mr. Jaan Priisalu อดีตอธิบดีหน่วยงานด้านข้อมูลในเอสโตเนีย และ Mr. Martin Ruubel รองประธาน European Cyber Security Organization (ECSO) ทั้ง 3 ท่านได้มาให้ความรู้ในหลายๆ ด้านเกี่ยวกับรัฐบาลอิเล็กทรอนิคส์ และ Blockchain ให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกขน และประชาชนทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านบริการ


Ms. Anna Piperal ผู้อำนวยการโชว์รูม E-Estonia กล่าวว่า ประเทศเอสโตเนียเป็นประเทศเล็กๆ มีประชากรเพียง 1.3 ล้านคน โดยได้เริ่มลงทุนด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี 2000  ซึ่งเริ่มจาก e-Tax Board ภาษีออนไลน์ และ m-Parking บริการจอดรถผ่านออนไลน์ ต่อมาในปี 2001 เริ่มทำ X-Road หรือทางเชื่อมข้อมูลภาครัฐ เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในเอสโตเนียเข้าด้วยกัน พัฒนาระบบมาเรื่อยๆ จน X-Road เป็นกระดูกสันหลังสำคัญของบริการภาครัฐในเอสโตเนียมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ได้มี e-Identity หรือบัตรประชาชนฝังชิพเก็บข้อมูลประจำตัวผู้ถือ ซึ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ทุกอย่าง  โดย Blockchain จะมีหน้าที่เสริมความปลอดภัยของข้อมูล  เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่จารกรรมข้อมูลได้ยาก  เพราะจะมีการ Copy ข้อมูลไว้หลายชุด และจะมีการยืนยันว่าข้อมูลที่เกิดขึ้นผ่านระบบ Blockchain เป็นข้อมูลจริง เชื่อถือได้ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องหลายรายรับทราบข้อมูล  ดังนั้นความสำเร็จของเอสโตเนียจึงเกิดจากการทำงานร่วมกัน 3 ส่วน คือ X-Road, e-Identity และ Blockchain  อย่างไรก็ตามความสำเร็จของรัฐบาลดิจิทัลจำเป็นต้องมีการเก็บรักษาความลับของข้อมูลและความโปร่งใสของภาครัฐ  โดยต้องประกาศให้ประชาชนทราบด้วยว่า รัฐบาลจะสามารถถึงข้อมูลอะไรของประชาชนได้บ้าง


Mr. Jaan Priisalu อดีตอธิบดีหน่วยงานด้านข้อมูลในเอสโตเนีย กล่าวถึงแนวทางของประเทศเอสโตเนียในการนำ Blockchain มาประยุกต์ใช้  ซึ่งได้ระบุว่าความท้าทายที่สำคัญคือ "คน" ที่ต้องเปิดรับเทคโนโลยีใหม่และพร้อมจะทำงานร่วมกัน  โดยในปี 1998 หน่วยงานข้อมูลได้ขอความร่วมมือจากธนาคารในการแชร์ข้อมูลร่วมกัน และ ได้ร่างกฎหมาย Digital Signature Law ในปี 2000 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสมาร์ทการ์ดที่ประชาชนเอสโตเนียใช้ทุกวันนี้
ในปี 2005 ได้เริ่มทำระบบ E-Voting หรือเลือกตั้งออนไลน์ จากนั้นในปี 2007 เกิดสงครามไซเบอร์ครั้งแรก คือ Bronze Riot ซึ่งนำมาสู่การก่อตั้ง Nato CCDCOE ซึ่งได้กำหนดนิยามอำนาจหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และแนวทางจัดการหากเกิดสงครามไซเบอร์ขึ้น และมีการให้ความรู้แก่ประชาชน  โดยเมื่อประชาชนรับรู้ว่าระบบจะช่วยให้พวกเขาสะดวกสบาย และปลอดภัย  บริการดิจิทัลก็จะกลายเป็นวิถีชีวิตของประชาชนไปเอง


Mr. Jaan Priisalu  ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ X-Road ว่า เป็นตัวกลางเชื่อมข้อมูลข้ามหน่วยงาน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากสถาบันหนึ่งไปยังสถาบันหนึ่ง ทั้งนี้การใช้ Blockchain ใน X-Road จะไม่มีศูนย์กลางเก็บข้อมูล จึงปลอดภัยกว่าระบบเดิมที่เน้นเก็บข้อมูลไว้ที่ศูนย์กลาง และได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงปริมาณข้อมูลมหาศาลจากระบบสมาร์ทการ์ด หรือ e-Identity ที่รัฐบาลจำเป็นรองรับด้วย


Mr. Martin Ruubel รองประธาน ECSO กล่าวว่า ความท้าทายที่สำคัญในการนำ Blockchain มาใช้คือ กฎหมาย เพราะ Blockchain เป็นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งกฎหมายเทคโนโลยีที่มีจะยังไม่มีส่วนไหนที่เข้ากับ Blockchain โดยหลักการสำคัญของระบบ Blockchain มี 3 ส่วน คือผู้รู้เห็นข้อมูล (Widely Witnessed Integrity) ที่เก็บข้อมูล (Storage) และกระบวนการ (Process)  ซึ่งมีความจำเป็นต้องปรับกลไกของระบบให้เข้ากับสเกลข้อมูลที่ใหญ่ขึ้นให้ได้ และต้องมีความยืดหยุ่นให้สามารถใช้งานได้หลากหลาย และผู้ใช้ควรมีอิสระในการเลือกใช้ระบบ Blockchain เช่น Hyperledger, KSI Ledger หรือ Ethereum เป็นต้น


โดยสรุปจากการสัมมนาจะเห็นได้ว่า Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่ใหม่ ทรงพลัง และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเข้ามาเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญ ในการพัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงควรศึกษาข้อมูลและเพิ่มพูนความรู้ของพนักงาน เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะรองรับกับเทคโนโลยี Blockchain ที่กำลังจะเข้ามาในประเทศไทยต่อไป


Previous
Next Post »